Thai | English
สถิติผู้เข้าชม
 ขณะนี้มีผู้เข้าใช้ 21
 ผู้เข้าชมในวันนี้ 128
 ผู้เข้าชมทั้งหมด 2,196,657
กรุณาฝาก Email ของท่าน
  เพื่อรับข่าวสาร ที่น่าสนใจ
qrcode
  Wording Mom tips
  “  คุณแม่ Working Mom ก็เลี้ยงลูกด้วย นมแม่ได้”
 
ประโยชน์ของนมแม่
 
 
 
  • มีภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ลูกไม่ป่วยบ่อย หรือถ้าป่วยก็มักจะเป็นไม่มาก และหายเร็ว
  • มีสารกระตุ้นพัฒนาการสำหรับอวัยวะต่างๆ และสมอง
  • กระตุ้นสมองให้เติบโตได้ดี
  • ไม่ทำให้เกิดภูมิแพ้
  • มีสารอาหารครบถ้วนที่เป็นมาตรฐานสำหรับลูก
  • ป้องกันโรคท้องร่วง
  • สร้างสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก

                 องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ทารกกินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน ( ไม่ต้องดื่มน้ำ) และกินนมแม่ควบคู่ไปกับอาหารตามวัยอย่างน้อย 2 ปี หรือนานกว่านั้น
                 อายุ 6 เดือน – 1 ปี  นมแม่ยังเป็นอาหารหลัก  อาหารอื่นเป็นอาหารเสริม
หลัง 1 ปีขึ้นไป  จึงให้อาหารธรรมดาที่กินกันในครอบครัวเป็นอาหารหลัก นมแม่เป็นอาหารเสริม


 
การเตรียมตัวก่อนคลอด 
 

       
1. หาความรู้ให้มากที่สุดเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วย นมแม่  จากแหล่งข้อมูลความรู้ต่างๆ เช่น กลุ่มนมแม่, ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย,คลีนิคนมแม่ หรือ หนังสือต่างๆ 
 

        2.หาคนคอยสนับสนุนและช่วยเหลือ
                  บุคคลสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบความสำเร็จก็คือ สามี  รองลงมาก็คือ คุณยาย คุณย่า และคนในครอบครัว พยายามทำความเข้าใจกับคนในครอบครัวให้ชัดเจนถึงความตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ บอกให้ทุกคนทราบถึงประโยชน์ของนมแม่ 
 
        
3.เลือกกุมารแพทย์ที่สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

                   อาจสอบถามได้จากเพื่อนฝูงหรือ พยาบาลว่ากุมารแพทย์ท่านใดสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่   
 
       
  4. ตรวจ และเตรียมเต้านม
                  ตรวจดูขนาดและรูปร่างของเต้านมและหัวนม เพื่อค้นหาความผิดปกติ เช่น มีก้อนเนื้องอกหรือถุงน้ำซึ่งอาจจะต้องให้การรักษาหัวนมสั้น แบนบุ๋ม โดยทั่วไปหัวนมจะยาวประมาณ 0.5–1ซม.ถ้าสั้นกว่านี้ลูกอาจจะดูดนมลำบาก
                   ความผิดปกติที่เกิดขึ้นควรปรึกษาแพทย์ที่ฝากครรภ์ เพื่อจะได้แก้ไข เสียแต่เนิ่นๆ เพื่อจะช่วย ให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มีความราบรื่นมากขึ้น ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ช่วยแก้ไขปัญหาหัวนมบอด เช่น ปั๊มหัวนมบอด, นิปเปล็ด, ปทุมแก้ว หรือฝาครอบบริหารหัวนม 
 
การเตรียมตัวหลังคลอด 
 

        
1. ให้ลูกดูดนมเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
                  ทารกจะตื่นตัวและตอบสนองต่อแรงกระตุ้นในการดูดอย่างเต็มที่ภายในชั่วโมงแรกหลังคลอด   การดูดนมทันทีของทารกจะช่วยให้มดลูกบีบตัว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมน Oxytocin  (ฮอร์โมนแห่งความผูกพัน) ทำให้แม่รู้สึกผูกพันกับลูกน้อย
                  คุณแม่ควรให้ลูกได้กินนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน วันสองวันแรกหลังคลอดอาจจะยังไม่มีน้ำนมไหลออกมา คุณแม่ก็ไม่ต้องตกใจหรือกังวลว่าจะไม่มีน้ำนมให้ลูกกิน เทคนิคสำคัญคือ พยายามให้ลูกได้ดูดนมจากอกแม่บ่อยๆ อย่างน้อยวันละ 6 ครั้ง ครั้งละอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง สลับกันทั้งสองข้าง ถ้าลูกดูดแล้วหลับไปก็ต้องคอยกระตุ้นให้ดูดต่อเนื่องนานพอ ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้อง นมก็จะเริ่มคัดและมีน้ำนมไหลภายใน 1-2 วันต่อมา แต่บางคนก็อาจจะมาช้ากว่านี้ก็ได้ น้ำนมที่ออกมาในช่วงแรกๆ จะมีลักษณะเป็นสีเหลืองใสๆ คล้ายน้ำเหลือง อันนี้เป็นน้ำนมที่มีความสำคัญมาก เรียกว่า “Colostrum” หรือนมน้ำเหลือง ที่จะมี “ภูมิต้านทาน” ของแม่ถ่ายทอดไปให้ลูกด้วย น้ำนมนี้จะช่วยให้ลูกมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ดีอีกด้วย นมน้ำเหลืองนี้จะมีอยู่ในช่วง 5 วันแรก แล้วก็จะขุ่นขาวขึ้นจนกลายเป็นน้ำนมปกติ

                 นอกจากนี้ช่วงสองสามวันแรกหลังคลอด  ทารกจะนอนหลับเสียเป็นส่วนใหญ่ การใช้เครื่องปั๊มนมช่วยกระตุ้นแทน (ทุก 2 ชม. ถ้าเป็นไปได้) ในระหว่างที่อยู่ ร.พ. จะทำให้น้ำนมมาเร็วและมากขึ้น ก่อนออกจากร.พ.
                 ใช้เครื่องปั๊มนมหลังจากคลอดใหม่ๆ  อาจทำให้คุณแม่รู้สึกเจ็บมากๆ
ให้ปรับแรงดูดให้เบาที่สุด ปั๊มครั้งละ 10-15 นาที  แม้ครั้งแรกๆ จะยังไม่มีน้ำนมออกก็ไม่ต้องกังวล ให้ลูกดูดร่วมกับการปั๊มกระตุ้นบ่อยๆ น้ำนมจะมาในที่สุด จำไว้เสมอว่าธรรมชาติสร้างให้คนเลี้ยงลูกด้วยนม  เพราะฉะนั้น แม่ทุกคนต้องมีน้ำนมให้ลูกของตนแน่นอน
 

          2. ให้ลูกดูดบ่อยๆ และดูดให้ถูกวิธี

                  การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะประสบความสำเร็จได้ง่าย ถ้าลูกสามารถดูดนมเป็นเร็ว และดูดบ่อยๆ  การดูดที่ถูกวิธี ทารกจะได้รับน้ำนมเต็มที่ แม่ไม่รู้สึกเจ็บ และช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมให้เร็วขึ้น   ถ้าลูกดูดนาน หรือแม่รู้สึกเจ็บ หัวนมแตก อักเสบ แสดงว่าลูกดูดนมไม่ถูกต้อง  ให้ปรึกษาและขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญทันที
                  ก่อนออกจากโรงพยาบาลกลับบ้าน  ควรจะแน่ใจแล้วว่าคุณสามารถให้ลูกดูดนมได้อย่างถูกต้องและไม่เจ็บแล้ว  ถ้าไม่แน่ใจ ให้พยาบาลฝึกให้จนกว่าจะมั่นใจก่อนออกจากโรงพยาบาล 
 

           3. ทานอาหารที่เป็นน้ำมากๆ  เช่น โอวัลตินหรือไมโลชงร้อนๆ  น้ำเต้าหู้  น้ำขิง  แกงจืด ฯลฯ  และต้องดื่มน้ำอุ่นมากๆบ่อยๆ (ทุกช.ม.) จะช่วยให้น้ำนมมาเร็วขึ้น  หลีกเลี่ยง ชา กาแฟ น้ำอัดลม ยาดองเหล้า รวมทั้งผักที่มีกลิ่นแรงๆ เช่น สะตอ ชะอม ผักชี ต้นหอม ขึ้นฉ่าย เพราะจะทำให้น้ำนมมีกลิ่นเหม็นเขียว แล้วลูกก็จะไม่ยอมกินนมแม่
                 ระยะหลังคลอดคุณแม่ก็ควร รับประทานผักสด ผลไม้ อาหารมีกากให้เพียงพอ ที่สำคัญห้ามซื้อยาถ่าย ยาระบายมารับประทานเอง เพราะยาบางประเภทอาจหลังออกมาทางน้ำนม ทำให้ลูกที่กินนมแม่มีอาการท้องเสียได้
คุณแม่ที่ให้นมลูก  ควรทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่  เหมือนกับตอนที่ตั้งครรภ์  และควรดื่มน้ำหรืออาหารประเภทน้ำมากๆ  เพราะน้ำเป็นสิ่งจำเป็นในการผลิตน้ำนม   คุณแม่สามารถรู้ได้ว่าร่างกายได้รับน้ำเพียงพอหรือไม่ โดยสังเกตจากสีของปัสสาวะว่าเป็นอย่างไร  ถ้าเป็นสีเหลืองอ่อนจนเกือบใส แสดงว่าเพียงพอแล้ว  แต่ถ้าเป็นสีเหลืองเข้ม  แสดงว่าทานน้ำน้อยไป
                 ในช่วงเดือนแรก คุณแม่ไม่ควรทานอาหารรสจัด และพยายามสังเกตอาหารที่ตนเองทานว่าส่งผลอย่างไรกับลูก  เพราะอาหารบางชนิดอาจทำให้ลูกไม่สบายท้อง  หรือถ่ายผิดปกติไปจากที่เคยเป็น 

 
อุปกรณ์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
 

 
           1. เครื่องปั๊มนม
               มีทั้งแบบมือ และไฟฟ้า ทั้งนี้จะเลือกแบบใดนั้นควรพิจารณาถึงความถี่ในการใช้งาน และระยะเวลาในการใช้ ทั้งนี้ควรเลือกเครื่องปั๊มนมที่มีแรงดูด (Suction Strength) อย่างน้อย 200 มม.ปรอท จังหวะในการดูดอย่างน้อย 40-60 รอบต่อนาที จึงจะใกล้เคียงการดูดของทารก ถ้าคุณแม่ต้องทำงานประจำและจำเป็นต้องปั๊มบ่อยๆ ทุกวัน แบบปั๊มคู่ไฟฟ้า ก็จะสะดวกและรวดเร็วกว่า อีกทั้งการใช้เครื่องปั๊มนมแบบปั๊มคู่ จะช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมได้ดีกว่า นอกจากนี้ควรเลือกเครื่องปั๊มนมที่สามารถใช้ได้ทั้งปลั๊กไฟบ้าน และแบตเตอรี่ ได้ ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่สะดวก เวลาไปข้างนอกที่ไม่มีปลั๊กไฟต่อ และควรมีน้ำหนักเบา เพื่อสะดวกในการพกพา
 
             2. ถุงเก็บน้ำนม หรือ ถ้วยเก็บน้ำนม
                   ถ้วยเก็บน้ำนม ใช้สำหรับเก็บหัวน้ำนมวันแรกๆ  ถึงจะมีน้อยแต่มีประโยชน์มาก ควรเก็บให้ลูกกินโดยใช้ช้อนเล็กๆ แตะให้นมติดปลายช้อนทีละนิด  แล้วแตะที่ริมฝีปากลูก  ลูกจะค่อยๆ เลียเข้าปาก  
               ส่วนถุงเก็บน้ำนมช่วยอำนวยความสะดวกในการเก็บน้ำนมแม่เวลาเดินทาง ต้องผลิตจากวัสดุที่ปลอดภัยสำหรับอาหาร มีซิปรูดปิด 2 ชั้น เพื่อไม่ให้หกง่าย  เหมาะสำหรับคุณแม่ที่เริ่มมีน้ำนมเยอะแล้ว สามารถปั๊มหรือบีบได้ครั้งละ 2-3 ออนซ์ ขึ้นไป   ถุงเก็บน้ำนมแม่จะเหมาะกว่า  เพราะไม่เปลืองเนื้อที่ในการเก็บ  เวลาจะนำมาใช้  ตั้งทิ้งไว้จะละลายเร็วกว่าเก็บในขวดนม หรือกล่องพลาสติก
  
 
             3. กระเป๋าเก็บความเย็น และน้ำแข็งเทียม ( Ice Pack)
                   กระเป๋าเก็บความเย็น ใช้ในการเก็บรักษาความเย็น ของน้ำนมแม่ระหว่างเดินทาง เช่น จากที่ทำงานมาที่บ้าน นอกจากจะต้องมีดีไซน์ที่สวยงาม ทันสมัย เข้ากับเครื่องแต่งกาย และสถานที่ทำงานคุณแม่แล้ว กระเป๋าเก็บความเย็นที่ดีต้องบุด้วยวัสดุเก็บความเย็นที่หนา เพื่อให้รักษาความเย็นของน้ำนมได้นาน  และสามารถใส่น้ำแข็งภายในกระเป๋าได้โดยไม่รั่วซึม เนื่องจากคุณแม่สามารถนำน้ำแข็งมาใส่ในกระเป๋าเก็บความเย็นในกรณีที่ออกจากบ้านเป็นเวลานานซึ่งสามารถเก็บได้ถึง 1 วัน
                   นอกจากนี้คุณแม่ยังสามารถใช้น้ำแข็งเทียม ( มีคุณสมบัติให้ความเย็นเหมือนน้ำแข็ง แต่ไม่ละลายเป็นน้ำให้เฉอะแฉะ สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้) ร่วมกับกระเป๋าเก็บความเย็น ถ้าต้องการเก็บความเย็นให้นานขึ้น ทั้งนี้ควรเลือกน้ำแข็งเทียม ที่ผลิตจากวัสดุที่ปลอดภัยสำหรับอาหาร ปราศจากสารเคมี เพราะต้องมาใช้กับน้ำนมให้ลูก
 
 
 
วิธีการเก็บน้ำนม-อุ่นน้ำนม
 

 
       วิธีการเก็บน้ำนม
  •  ในกระเป๋าเก็บความเย็น ที่มีน้ำแข็งอยู่ตลอด เก็บได้ 1 วัน
  •  ตู้เย็นใต้ช่องแช่แข็ง  เก็บได้  2-3 วัน 
  •  ช่องแข็งของตู้เย็นประตูเดียว เก็บได้ 2 สัปดาห์ 
  •  ช่องแข็งของตู้เย็น 2 ประตู  เก็บได้ 3 เดือน
  •  ตู้แช่แข็ง  ที่อุณหภูมิต่ำกว่า -19 องศาเซลเซียส เก็บได้นาน 6-12 เดือน

      วิธีการอุ่นน้ำนม        
  1. เลือกใช้นมเก่าก่อน ดังนั้นควรเรียงลำดับตาม วัน เวลา ที่จัดเก็บ
  2. นำนมออกมาจากช่องแช่แข็ง มาเก็บไว้ในช่องเย็นธรรมดาล่วงหน้า 1 วัน เพื่อให้ค่อย ๆ ละลายเอง
  3. น้ำนมที่เก็บไว้ จะเห็นแยกเป็นชั้น เนื่องจากไขมันจะลอยอยู่ด้านบน เวลาจะใช้ ให้เขย่าให้เข้ากัน  แต่ถ้าส่วนไขมันที่ยังแข็งตัวไม่ละลาย ก็อาจทำให้อุ่นขึ้นอีกหน่อย  
  4. เมื่อจะกิน ให้นำออกมาวางไว้นอกตู้เย็น ทิ้งไว้ให้หายเย็น หรือแกว่งในน้ำก๊อก  ถ้ารีบอาจแช่ในน้ำอุ่นเพื่อให้หายเย็น (ห้ามใช้น้ำร้อน เครื่องอุ่นนม ไมโครเวฟ) ควรผ่านความร้อนให้น้อยที่สุด เพราะความร้อนจะทำลายสารที่มีประโยชน์ในน้ำนม และอาจลวกปากลูกได้
        ข้อแนะนำ
  • นมที่ละลายหลังแช่แข็งแต่ยังไม่ได้อุ่นหรือใช้ เก็บในตู้เย็นได้ 1 วัน และไม่ควรนำกลับไปแช่แข็งอีก
  • นมที่ละลายนอกตู้เย็น  เก็บได้ชั่วเวลากิน 1 มื้อ และถ้ากินแล้วเหลือ ให้เททิ้ง   
 
 

 
เคล็ดลับคุณแม่ทำงาน


         1. เริ่มเก็บสต็อคน้ำนม
                 เมื่อลูกอายุครบ 1 เดือนไปเริ่มปั๊มเก็บหลังจากลูกดูดนมอิ่มแล้ว    ถ้าน้ำนมไหลดีขึ้น ระหว่างที่ลูกดูดข้างหนึ่ง มีน้ำนมไหลจากอีกข้าง ก็จะปั๊มไปด้วยก็ได้ ระยะแรกอาจจะยังปั๊มไม่ได้มากนัก  แต่ทำไปสักพักร่างกายจะปรับตัวสร้างน้ำนมเพิ่มขึ้นถ้าลูกไม่ทานนมนานเกิน 3 ชั่วโมง หรือรู้สึกว่านมกำลังจะคัด ให้ปั๊มน้ำนมเก็บไว้ได้ อย่ารอให้นมคัด เพราะเมื่อนมคัด ร่างกายจะลดปริมาณการสร้างน้ำนมลง ถ้าน้ำนมที่ได้แต่ละครั้งมีปริมาณน้อย  ให้เก็บไว้ใต้ช่องแช่แข็งก่อน อย่าเพิ่งฟรีส รวมนมที่เก็บในวันเดียวกันใส่ในถุงหรือภาชนะเดิมให้มากพอสำหรับ 1 มื้อ แล้วแช่ฟรีส
 

          2. ฝึกลูกให้กินนมด้วยวิธีอื่นจากพี่เลี้ยง  

                  1-2 อาทิตย์สุดท้ายก่อนคุณแม่ไปทำงาน ฝึกให้ลูกคุ้นเคยกับพี่เลี้ยงเด็ก และให้พี่เลี้ยงเป็นคนป้อน  ปล่อยให้ลูกอยู่กับคนเลี้ยงนานประมาณ 1 ชั่วโมง โดยแม่ต้องไม่อยู่ใกล้ วันต่อๆ มา ให้ลูกอยู่กับคนเลี้ยงนานขึ้นๆ และให้ป้อนนมแม่ที่เก็บไว้จากแก้ว ซึ่งจะช่วยให้ลูกกับพี่เลี้ยงค่อยๆ คุ้นเคยกันมากขึ้น
 

            3. ศึกษาวิธีใช้ปั๊มไว้ก่อนล่วงหน้า
                  ก่อนกลับไปทำงานซัก 2 สัปดาห์ เตรียมศึกษาวิธีใช้ปั๊มเอาไว้ก่อนล่วงหน้า อ่านคู่มือให้เข้าใจวิธีประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน วิธีใช้งาน และวิธีทำความสะอาด คู่มือบางเล่มมีคำแนะนำว่าจะปั๊มนมอย่างไรให้ได้มากที่สุดไว้ให้อ่านด้วย

 
           4. ข้อปฏิบัติตัวเมื่อไปทำงาน
                 -  ก่อนจะไปทำงานให้ลูกดูดนมแม่ให้ได้มากที่สุด
                 - ขณะคุณแม่อยู่ในที่ทำงาน ให้ปั๊มทุก 3 ชั่วโมง
                 - ให้คนเลี้ยงป้อนนมมื้อสุดท้ายก่อนเวลาที่แม่จะกลับสัก 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกหิวพอดีกับเวลาที่แม่กลับบ้าน
                 - ในเวลาที่อยู่กับลูกให้นมลูกจากอกอย่างเดียว เพราะการที่ลูกดูดจากอกเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำนมที่ดีที่สุด
 

          5.หาสถานที่เหมาะสมในการปั๊มนม  เช่น
  • ห้องพยาบาล ห้องประชุม ห้องเก็บของ ซึ่งควรเป็นสถานที่สงบ คนไม่พลุกพล่าน สะอาด
  • มุมในโต๊ะทำงาน โดยหันหลังเข้าฝาผนังและปั๊มน้ำนม
  • ห้องน้ำที่ถูกสุขลักษณะก็สามารถใช้ได้ (เมื่อจำเป็น)  โดยคุณแม่ต้องล้างมือฟอกสบู่ให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสฝาส้วม ประตูโดยตรง (จับผ่านกระดาษทิชชูแทน)
  • ในรถ ทั้งนี้คุณแม่ที่เดินทางเป็นเวลานานอาจปั๊มน้ำนมในรถได้
 
        
6.  เก็บรักษาน้ำนมระหว่างวันในตู้เย็นหรือกระเป๋าเก็บความเย็น 

               หากที่ทำงานไม่มีตู้เย็น ให้ใส่ถุงเก็บน้ำนมลงในกระเป๋าเก็บความเย็น แล้วใส่ Ice pack/ น้ำแข็งเทียม ลงไปในจำนวนที่เพิ่มขึ้น ตามระยะเวลาที่ทำงาน หรือ ถ้าความเย็นจาก Ice pack หมด ก็สามารถใส่น้ำแข็งลงไปได้ ดังนั้นควรเลือกกระเป๋าเก็บความเย็นที่ป้องกันน้ำรั่วซึมออกสู่ด้านนอกกระเป๋า เมื่อกลับบ้านให้รีบนำถุงเก็บน้ำนม เข้าตู้เย็นทันที

 
บริษัท บี-คูล คอร์เปอเรชั่น จำกัด 59 ซอย อ่อนนุช 10 ถ.สุขุมวิท 77 สวนหลวง กรุงเทพฯ 10250 โทรศัพท์ :(02) 332-8813 ,(02)311-3236-7 เเฟกซ์ :(02)332-8339
อีเมลล์ :morgan59@hotmail.com Copyright by b-koolkid.com
Engine by MAKEWEBEASY